ในการแข่งขันมวยปล้ำชิงแชมป์โรงเรียนในเขตของเรา เด็กๆที่อายุเพียงแปดขวบจะต่อสู้กันบนเบาะในโรงยิม โดยใช้ท่าจับล็อกที่ว่องไวเพื่อล้มคู่ต่อสู้และเอาชนะ มวยปล้ำเป็นกีฬาโบราณที่ต้องการการผสมผสานอย่างชาญฉลาดในการล้มคู่ต่อสู้ การหลบ การกดและวิธีการอื่นๆ เพื่อที่จะคว้าชัยชนะ เด็กหญิงชั้นประถม 3 คนหนึ่งเป็นขวัญใจผู้ชม เธอว่องไวกว่าคู่ต่อสู้ทุกคน และใช้การเคลื่อนไหวอันรวดเร็วที่ดูเหมือนจะหลอกล่อคู่ต่อสู้จนพ่ายแพ้ได้
ยาโคบใช้การกระทำอันเป็นอุบายเพื่อเอาชนะเอซาวพี่ชายฝาแฝดของท่านโดย “ปล้ำสู้” จนเอซาวเสียสิทธิบุตรหัวปีของตนในการรับมรดกจากพ่อ (ปฐก. 25:33) และพระพรในชีวิตไป (27:27-40) แต่การขโมยพระพรนั้นทำให้ยาโคบต้องหลบหนี โดยต้องหนีออกจากบ้านของพ่อ ไปพึ่งพาพ่อตาที่ฉลาดแกมโกง และต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวการแก้แค้นจากพี่ชาย
ต่อมาเมื่อยาโคบอยู่ลำพัง ท่านได้ปล้ำสู้กับบุรุษผู้หนึ่งคือพระเจ้าตลอดทั้งคืน บุรุษนั้นกล่าวแก่ยาโคบว่า “ปล่อยให้เราไปเถิดเพราะใกล้สว่างแล้ว” (32:26) แต่ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจากท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า” (ข้อ 26) ในที่สุดยาโคบก็ได้แสวงหาพระพรสำหรับตัวเอง โดยยึดพระเจ้าไว้มั่น กระทั่งชื่อของท่านก็ถูกเปลี่ยนเพื่อสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงจิตใจนี้
การรับพระพรอันไพบูลย์นี้จากพระเจ้าไม่จำเป็นต้องใช้อุบาย เพียงแค่บากบั่น ยาโคบกำลังเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับพระเจ้า คือที่จะยึดพระองค์ไว้ด้วยความบากบั่นและไม่ยอมปล่อย อันเป็นการกระทำซึ่งนำไปสู่ชัยชนะ ที่จะได้รับรางวัลจากพระเจ้า
เมื่อปีเตอร์ เทอร์ชิ ครูสอนด้านการเขียนเห็นแผนที่ฉบับหนึ่ง เขาก็มองหาการผจญภัยในแผนที่นั้น เขากล่าวว่า “การขอแผนที่ก็เหมือนกับการบอกว่า ‘เล่าเรื่องให้ฉันฟังหน่อย’” ผมจับแนวคิดนั้นมาใช้เพื่อเตรียมสอนชั้นเรียนรวีช่วงคริสต์มาสเรื่อง “ความเชื่อของโหราจารย์” ขณะที่ผมศึกษาแผนที่ต่างๆ ผมได้เรียนรู้ว่าเหล่าโหราจารย์เดินทางประมาณ 1,500 กิโลเมตร ซึ่งอาจกินเวลานานหลายเดือนเพื่อแสวงหาพระกุมารผู้เป็นพระคริสต์ และในที่สุดก็พบ ไม่ใช่ทารกในรางหญ้าแต่เป็นเด็กวัยกำลังเดินที่อยู่กับพ่อแม่ในบ้าน อะไรคือปฏิกิริยาของพวกเขาหลังจากการเดินทางอันยาวนานเช่นนี้ พวกเขา “กราบถวายนมัสการกุมารนั้น” (มธ.2:11)
การเดินทางของพวกเขาเชิญชวนผมและนักเรียนของผมให้วางแผนด้วยความตั้งใจที่จะแสวงหาพระคริสต์อย่างเต็มที่ ตามที่พระคัมภีร์บอกเราว่า เมื่อโหราจารย์มาถึงกรุงเยรูซาเล็มในที่สุด พวกเขามีคำถามสำคัญเร่งด่วนคือ “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” (ข้อ 2) ไม่ว่าระยะทาง อันตรายหรือความล่าช้าล้วนไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางการนมัสการของพวกเขา คำสั่งที่เป็นอันตรายถึงชีวิตของเฮโรดนั้นฟังดูน่าขัน “จงไปค้นหากุมารนั้นเถิด” (ข้อ 8) ไม่มีใครเสาะแสวงหาพระเยซูด้วยความบากบั่นมากไปกว่าพวกโหราจารย์อีกแล้ว
เราทำตามแบบอย่างของพวกโหราจารย์ได้ โดยการแสวงหาพระคริสต์ด้วยความบากบั่นในแบบเดียวกัน และเมื่อเรานมัสการพระองค์ เราก็คาดหวังได้ว่าพระบิดาในสวรรค์จะตรัสในใจของเรา และทรงนำเราจากวิถีชีวิตแบบเก่าไปสู่หนทางใหม่ในการร่วมเดินทางไปกับพระองค์
ขณะอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล มารี โคเบิลรู้สึกดีใจที่ได้เห็นพนักงานส่งของที่ช่วยชีวิตเธอไว้ เธอล้มตรงทางเข้าบ้าน ศีรษะกระแทกพื้นและมีเลือดออกในสมอง ราฮีม คูเปอร์เห็นเธอบาดเจ็บจึงเข้าไปช่วยและโทรเรียกรถพยาบาล ครอบครัวของมารีเชิญราฮีมให้ไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล และเขามักจะนำขนมหวานที่เธอชอบไปฝากเพื่อช่วยให้เธอหายเร็วขึ้น
เรื่องของพวกเขาทำให้คิดถึงคำอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียใจดี คำอุปมานี้พระเยซูใช้ตอบคำถามของบาเรียนที่ว่า เขาต้องทำสิ่งใดเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์ พระเยซูตรัสว่า “ในธรรมบัญญัติมีคำเขียนว่าอย่างไร” (ลก.10:26) จงไปทำตามนั้น และ “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ข้อ 27) แต่บาเรียนยังคงถามต่อไปว่า “ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า” (ข้อ 29)
พระเยซูทรงตอบโดยเล่าเรื่องชายที่ถูกโจรปล้นและทำร้ายจนเกือบจะตาย แล้วมีชายสองคนคือปุโรหิตและคนเลวีเดินผ่านไปโดยไม่แยแส “แต่ชาวสะมาเรียคนหนึ่ง…มีใจเมตตา...เอาผ้าพันบาดแผลให้…และรักษาพยาบาลเขา” (ข้อ 33-34) เมื่อเห็นชายที่บาดเจ็บต้องการความช่วยเหลือ ชาวสะมาเรียรีบเข้าไปช่วยด้วยความกระตือรือร้นและปราศจากอคติ โดยมองข้ามความแตกต่างทางเชื้อชาติหรือศาสนาเพื่อช่วยคนที่เขาจะเพิกเฉยก็ได้
จากนั้นพระเยซูจึงตรัสถามว่า “ใครในสามคนนี้ที่เป็นเพื่อนบ้านของชายคนนั้น” และบาเรียนทูลตอบว่า “คือคนนั้นแหละที่ได้สำแดงความเมตตาแก่เขา” พระเยซูจึงตรัสว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด” (ข้อ 36-37) เราเองก็พบความเมตตาในพระคริสต์ได้เช่นกัน เพื่อจะช่วยเหลือผู้ที่กำลังทุกข์ใจแทนที่จะเดินผ่านพวกเขาไป นี่เป็นบทเรียนสำหรับเราทุกคนในการแบ่งปันความรักของพระเยซู
ตอนที่ฉันยังอายุน้อยกว่านี้ ฉันคิดว่าการทูลขอพระเจ้าที่จะช่วยฉันให้ส่งงานเขียนตามกำหนดเวลาเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ฉันบอกตัวเองว่า คนอื่นๆมีความจำเป็นมากกว่า ปัญหาครอบครัว วิกฤตสุขภาพ งานลดลง ความจำเป็นด้านการเงิน ฉันก็เผชิญกับสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดด้วย แต่การส่งงานเขียนตามกำหนดเวลาดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไปที่จะทูลขอพระเจ้า แต่มุมมองฉันเปลี่ยนไปเมื่อพบตัวอย่างมากมายในพระคัมภีร์ ที่พระเจ้าทรงช่วยเหลือผู้คนไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญความท้าทายใดๆ
มีเรื่องราวหนึ่งที่คนอิสราเอลกลัวเพราะพวกเขาถูกศัตรูคือคนฟีลิสเตียโจมตีที่เมืองมิสปาห์ “และคนอิสราเอลร้องต่อซามูเอลว่า ‘อย่าหยุดร้องทูลพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราเพื่อเราทั้งหลาย เพื่อขอพระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมือของคนฟีลิสเตีย’” (1 ซมอ.7:8) ซามูเอลจึงถวายลูกแกะเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า โดยร้องทูลต่อพระองค์เพื่อคนอิสราเอล “และพระเจ้าทรงตอบท่าน” (ข้อ 9)
“ขณะที่ซามูเอลถวายเครื่องเผาบูชาอยู่นั้น คนฟีลิสเตียก็เข้ามาใกล้จะสู้รบกับอิสราเอล แต่พระเจ้าทรงให้ฟ้าร้องเสียงดังยิ่งนักในวันนั้นสู้กับคนฟีลิสเตีย กระทำให้คนฟีลิสเตียสับสนอลหม่าน จึงพ่ายแพ้แก่อิสราเอล” (ข้อ 10)
ต่อมา “ซามูเอลก็เอาศิลาก้อนหนึ่งตั้งไว้ระหว่างเมืองมิสปาห์และเมืองเชน เรียกชื่อศิลานั้นว่าเอเบนเอเซอร์ เพราะท่านกล่าวว่า ‘พระเจ้าทรงช่วยพวกเราจนบัดนี้’” (ข้อ 12) ซามูเอลวางศิลาเพื่อรำลึกถึงพระเจ้าที่ทรงช่วยเหลือประชากรของพระองค์ เอเบนเอเซอร์ แปลว่า “ศิลาแห่งความอุปถัมภ์”
การขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ให้เราร้องเรียกพระองค์ในวันนี้
หลังจากที่เด็กชายวัยสี่ขวบทำโถหายากจากยุคสัมฤทธิ์อายุ 3,500 ปี ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในอิสราเอลแตกโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาได้รับการตอบสนองอย่างโอบอ้อมอารีและน่าประหลาดใจ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ให้อภัยและเชิญเขากลับมาอีกครั้ง โรอี ชาฟีร์ โฆษกพิพิธภัณฑ์เฮคท์กล่าวว่า การทำเช่นนี้ทำให้ทั่วโลกสนใจกระบวนการบูรณะมากขึ้น และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กชายคนนี้เกิดความสนใจในประวัติศาสตร์และโบราณคดี ซึ่งถือว่าเป็นการเยียวยาและส่งผลในทางที่ดี
เรื่องนี้ทำให้คิดถึงคำประกาศการอภัยโทษอันทรงพลังของพระเจ้าหลังจากที่ชนอิสราเอลก่อกบฏ พวกเขากบฏต่อพระองค์โดยขอร้องให้อาโรนพี่ชายของโมเสสสร้างรูปโคหนุ่มทองคำเพื่อกราบไหว้รูปนั้น (อพย.32:1) “พอโมเสสเข้ามาใกล้ค่าย ได้เห็นรูปโคหนุ่ม และคนเต้นรำ โทสะของโมเสสก็เดือดพลุ่งขึ้น ท่านโยนแผ่นศิลา [พระบัญญัติ]ทิ้งตกแตกเสียที่เชิงภูเขานั่นเอง” (ข้อ 19)
“โมเสสจึงสกัดศิลาสองแผ่นเหมือนสองแผ่นแรก แล้วท่านก็ตื่นแต่เช้า ขึ้นไปบนภูเขาซีนาย” (34:4) ตามรับสั่งของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าเสด็จลงมา พระองค์ “เสด็จผ่านไปข้างหน้าท่าน ตรัสว่า ‘พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ...ผู้ทรงสำแดงความรักมั่นคงต่อมนุษย์กระทั่งพันชั่วอายุ ผู้ทรงโปรดยกโทษการล่วงละเมิด การทรยศ และบาป’” (ข้อ 6-7)
ช่างเป็นการเตือนใจที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง แม้เราจะทำบาปที่เลวร้ายที่สุด พระเจ้าก็ยังทรงให้อภัย พระองค์ทรงปรารถนาที่จะฟื้นฟูเราขึ้นใหม่
ในช่วงต้นฤดูกาลการแข่งบาสเกตบอล ครูฝึกที่โรงเรียนมัธยมต้นใกล้บ้านของเราดูจะต้องทำงานหนักอย่างที่สุดเพื่อโน้มน้าวผู้เล่นให้กล้าเสี่ยงที่จะชู้ตลูกลงห่วง “ชู้ตเลย!” เขาร้องบอกจากข้างสนาม ผู้เล่นของเขาส่งลูกกันอย่างกระตือรือร้น และยังชอบเลี้ยงลูกบาสด้วย ฤดูกาลแข่งขันผ่านไปครึ่งทางแล้วก่อนที่พวกเขาส่วนใหญ่จะเลิกสงสัยและพยายามชู้ตลูกเพื่อทำแต้ม แต่การ “ลงมือทำ” นั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการเชื่อฟังครูฝึก พวกเขาละทิ้งความสงสัยและพยายาม แม้ว่าจะพลาดเป้าบ่อยครั้ง พวกเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะชนะ
พระเยซูทรงสอนให้เราทิ้งความสงสัยเพื่อเชื่อฟังการทรงเรียกของพระองค์ในการสร้างสาวก พระองค์ทรงอธิบายว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้” (มธ.28:18-20)
ในทางปฏิบัติ นี่หมายถึงการออกจากพื้นที่ปลอดภัยของเราเพื่อไปแบ่งปันเรื่องราวที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเรา หรือมีส่วนร่วมในชีวิตของเพื่อนบ้านที่เจ็บปวด สำแดงความรักของพระเยซูแก่พวกเขา วิธีเหล่านี้ได้ผล แต่เราต้องปล่อยวางและลองลงมือทำ
เหนือสิ่งอื่นใด เราไปด้วยสิทธิอำนาจของพระเยซูเพื่อพยายามทำสิ่งที่ดูเหมือนยาก คือการสร้างสาวก แต่เราไม่ต้องกลัว เพราะพระเยซูทรงสัญญาว่า “นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” (ข้อ 20)
ห้องในโรงแรมของทิมดูมืดเป็นพิเศษในเวลากลางคืน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาตื่นขึ้นกลางดึกแล้วลื่นล้มเพราะมองไม่เห็น แต่เมื่อทิมลุกขึ้น เขาก็ประหลาดใจเมื่อเห็นแสงสว่างจากใต้เตียงสาดส่องทางเดินให้เขา เซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวสั่งงานไฟส่องสว่างนั้น แต่ไฟจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเขาลุกขึ้นและเดิน
พระคัมภีร์บอกให้เราตั้งใจดำเนินชีวิตในความสว่างของพระเจ้า ดังที่เปาโลบอกกับผู้เชื่อใหม่ที่เมืองเอเฟซัสว่า “จงเลียนแบบของพระเจ้า...และจงดำเนินชีวิตในความรัก” (อฟ.5:1-2) แต่การดำเนินชีวิตแบบนั้นเป็นอย่างไรหรือ
เมื่อเราก้าวสู่แสงสว่างแห่งความรักของพระคริสต์ เราก็หันหลังให้บาปที่รวมถึงการทำผิดศีลธรรม การลามก การนับถือรูปเคารพ และการละโมบ เปาโลกล่าวว่า “อย่าเข้าส่วนกับกิจการของความมืดอันไร้ผล แต่จงเผยกิจการนั้นให้ปรากฏ” (ข้อ 11) ในเอเฟซัสการบูชารูปเคารพของผู้ไม่เชื่อเฟื่องฟูมาก แต่ถ้อยคำของเปาโลคอยชี้นำผู้เชื่อใหม่ในทางที่ถูกต้อง “เมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง” (ข้อ 8) เปาโลกล่าวอีกว่า “ด้วยว่าผลของความสว่างนั้น คือความดีทุกอย่างและความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น” ดังนั้น “ท่านจงพิสูจน์ดูว่า ทำประการใดจึงจะเป็นที่ชอบพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 9-10)
ประโยชน์ที่ได้รับคือแสงสว่างของพระเยซูจะ “ส่องสว่างแก่ท่าน” (ข้อ 14) และส่องทางเดินของเรา เปาโลสรุปว่า “จงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี” (ข้อ 15) การเดินอย่างมั่นใจในแสงสว่างของพระคริสต์นั้นเราจะเป็นพระพรแก่ผู้อื่น เพราะเราชี้ให้พวกเขาเห็นพระองค์ ผู้เป็นแหล่งกำเนิดแห่งแสงสว่างที่แท้จริง
ในช่วงปีแรกๆของการเป็นนักเขียนคริสเตียน เกลมักจะได้รับของขวัญจากสำนักพิมพ์ของเธอบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นช่อดอกไม้ ช็อกโกแลต หรือกล่องชาสมุนไพร ซึ่งล้วนแต่เป็นของดีๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสำนักพิมพ์ของเธอเริ่มส่งของขวัญซึ่งมีคุณค่าที่เป็นนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นพระคัมภีร์ หนังสือเฝ้าเดี่ยว หรือสมุดบันทึกคำอธิษฐานสำหรับหนึ่งปี เมื่อเธอใช้สิ่งเหล่านี้ เกลก็เริ่มเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณมากขึ้นและไม่ถูกทำให้ไขว้เขวด้วยของขวัญที่มีราคา และเธอเริ่มมีความมุ่งมั่นมากขึ้นที่จะใช้ชีวิตเพื่อนำผู้อื่นมาหาพระคริสต์
วิธีการนี้ทำให้นึกถึงการเติบโตของทิโมธีภายใต้การเลี้ยงดูของอัครทูตเปาโล ผู้ซึ่งเน้นย้ำถึงความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ โดยบอกว่า “จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้ว เป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง” (2 ทธ.2:15)
เปาโลกล่าวต่อไปว่า “จงหลีกเสียจากคำสอนที่ไร้คุณธรรม เพราะคำอย่างนั้นจะนำคนไปสู่อธรรมมากยิ่งขึ้น” (ข้อ 16) และกล่าวอีกว่า “จงหลีกหนีเสียจากราคะตัณหาของคนหนุ่ม...อย่าข้องแวะกับปัญหาอันโง่เขลาและไม่เป็นสาระ...ผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าต้องไม่เป็นคนที่ชอบการทะเลาะวิวาท แต่ต้องมีใจเมตตาต่อทุกคน เป็นครูที่เหมาะสมและมีความอดทน” (ข้อ 22-24)
คำแนะนำอันชาญฉลาดของเปาโลทำให้ผู้เชื่อได้รับประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง แม้แต่ฝ่ายตรงข้ามกับพระคริสต์เมื่อได้เห็นความเป็นผู้ใหญ่ของเรา พวกเขาก็อาจจะ “มาถึงซึ่งความจริงและหลุดพ้นบ่วงของมาร ผู้ซึ่งดักจับเขาไว้” (ข้อ 26) ดังนั้น การ “เติบโต” ในพระเจ้าจึงมีผลนิรันดร์ที่ไม่ได้จบแค่ตัวเราเอง ขออย่ารอช้าที่จะเติบโตในความเชื่อ เพื่อผู้อื่นจะได้รับประโยชน์จากเราด้วย
เอซดาน เป็นแพทย์ในเมืองเล็กๆที่มีความฝันยิ่งใหญ่ให้เอเลนอร์ลูกสาวที่ยังเล็ก เธอเป็นโรคดาวน์ซินโดรมและเขาหวังที่จะเปิดธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ในอนาคตให้เธอ เขารู้สึก “กลัว” ที่จะไล่ตามความฝันนี้ จึงลงเรียนหลักสูตรออนไลน์เกี่ยวกับวิธีเริ่มต้นธุรกิจ จากนั้นเขากับภรรยาเปิดร้านเบเกอรี่ของครอบครัวในเมืองไวโอมิ่งและประสบความสำเร็จ “มันกลายเป็นธุรกิจจริงๆที่มีพนักงาน” เอซดานกล่าว ตอนนี้เอเลนอร์ซึ่งโตแล้วทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงินและติดต่อกับลูกค้าออนไลน์ “ทุกคนในเมืองรู้ว่าเธอเป็นใคร” เอซดานเล่า ความเชื่อแบบก้าวกระโดดของเขาในการวางแผนอนาคตของเอเลนอร์สะท้อนถึงการตัดสินใจอย่างสุขุมด้วยความหยั่งรู้
นี่เป็นคุณสมบัติพื้นฐานในพระคัมภีร์ การหยั่งรู้เป็นองค์ประกอบของปัญญาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้เพื่อการวางแผนของเราทั้งในปัจจุบันและอนาคต สุภาษิต 14:8 กล่าวว่า “ปัญญาของคนหยั่งรู้คือการเข้าใจทางของเขา แต่ความโง่ของคนโง่เป็นที่หลอกลวง” แทนที่จะกังวลถึงอนาคตหรือว่าไม่ทำอะไรเลย คนที่หยั่งรู้จะพึ่งพาสติปัญญาจากพระเจ้าในการวางแผนสำหรับอนาคต
อันที่จริงการหยั่งรู้เป็นคำศัพท์ที่มาจากภาษาลาติน prudentia แปลว่า “มองเห็นการณ์ไกล” “คนเขลาเชื่อถือทุกอย่าง แต่คนหยั่งรู้มองดูว่าเขากำลังไปทางไหน” (ข้อ 15) พวกเขามองเห็นล่วงหน้าถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น จึงทำงานอย่างรอบคอบเพื่อสร้างตาข่ายนิรภัย ซึ่งก็คือแผนการทำงานอย่างรัดกุมสำหรับคนมีปัญญา!
ขอให้เรามีความเฉียบแหลมในความเชื่อ ที่จะดำเนินชีวิตด้วยความหยั่งรู้ โดยการก้าวเดินไปพร้อมกับพระเจ้า